Make your own free website on Tripod.com
พระราชประวัติ (การศึกษา,พิธีอภิเษกสมรส)


พระราชประวัติ
      สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ มีฐานันดรเมื่อแรกพระราชสมภพคือ หม่อมราชวงศ์ สิริกิติ์กิติยากร เป็นพระธิดาองค์ใหญ่ของพลเอก พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่น จันทบุรีสุรนาถ กับ หม่อมหลวงบัว กิติยากร ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันศุกร์ที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๔๗๕ ที่บ้านเลขที่ ๑๘๐๘ ถนนพระรามหก ตำบล วังใหม่ อำเภอ ปทุมวัน จังหวัดพระนคร ซึ่งเป็นบ้านของ พลเอก เจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) พระบิดา ของหม่อมหลวงบัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาพระราชทานนามว่า “สิริกิติ์” มีความหมายว่า “ผู้เป็นศรีแห่งกิติยากร”
     เมื่อแรกทรงพระราชสมภพนั้น บ้านเมื่องอยู่ในระยะแรกของการปกครองจากระบอบ สมบูรณายาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย พระบิดาซึ่งขณะนั้นมียศเป็น พันเอก หม่อม เจ้านักขัตรมงคลกิติยากร ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ต้องทรงออกราชการทหาร โดยรัฐบาลแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่ง เลขานุการเอกประจำสถานทูตสยาม ณ กรุงวอชิงตัน ดี. ชี. สหรัฐอเมริกาดังนั้นในวัยเยาว์
เมื่อแรกเกิดหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ จึงต้องอยู่ในความดูแลของ เจ้าพระยาวงศานุประพันธ์ และ ท้าววนิดาพิจาริณี บิดามารดาของหม่อมหลวงบัว บางครั้ง พระองค์ต้องทรงติดตามพระราชวงศ์ไปในต่างจังหวัด เช่น หม่อมเจ้าอัปสรสมาน กิติยากร พระมารดาของ หม่อมเจ้านักขัตรมงคล ได้ทรงรับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ นัดดา ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปจังหวัดสงขลา
      ปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๘ เมื่อ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์มีอายุ ๓ ขวบ จึงมีโอกาสอยู่ร่วมพร้อมกัน ทั้งครอบครัว เนื่องจากพระบิดา ทรงลาออกจากราชการเสด็จกลับประเทศไทย จึงทรงรับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ หม่อมราชวงศ์อดุลยกิติ์ พระเชษฐา และ หม่อมราชวงศ์บุษบา พระขนิษฐา ที่ตำหนักริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปลายถนนผดุงกรุงเกษม เทเวศรสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ กับหม่อมหลวงบัว กิติยากร และ คุณท้าววนิดาพิจาริณีพระอัยยิกาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เมื่อยังทรงเป็นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กับพระบิดา คือ พันเอกหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร ต่อมาทรงได้รับสถาปนาเป็น พลเอก พระวรวงศ์ เธอกรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ

การศึกษา
        หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ทรงเริ่มรับการศึกษาชั้นอนุบาล ที่โรงเรียนราชินี ปากคลองตลาด เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙ ต่อมาเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา จึงทรงย้ายมาเรียนที่โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์ คอนแวนต์ ถนนสามเสน เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาสงบ หม่อมเจ้านักขัตรมงคล ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐทูตวิสามัญ และอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มประจำ สำนักเซ็นต์เจมส์ ประเทศอังกฤษ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ได้ติดตามครอบครัวไปพำนัก ณ ประเทศ อังกฤษ ประเทศเดนมาร์ก และประเทศฝรั่งเศสทรงมุ่งมั่นจะเป็นนักเปียโนและ ทรงประสงค์จะเข้าศึกษาที่วิทยาลัยดนตรีที่มีชื่อเสียงของกรุงปารีส เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาสงบแล้ว หม่อมเจ้านักขัตรมงคล ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐทูต วิสามัญ และอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มประจำสำนักเซ็นต์เจมส์ ประเทศอังกฤษ หม่อม ราชวงศ์สิริกิติ์ ได้ติดตามครอบครัวไปพำนัก ณ ประเทศ อังกฤษ ตั้งพระทัยจะเรียน เปียโนภาษาอังกฤษ และภาษา ฝรั่งเศส แต่ต่อมา ต้องทรงย้ายติดตามพระบิดาไปพำนัก ณ ประเทศเดนมาร์ก ประเทศฝรั่งเศสทรงมุ่งมั่นจะเป็นนักเปียโนและทรงประสงค์จะเข้า ศึกษาที่วิทยาลัยดนตรีที่มีชื่อเสียงของกรุงปารีส
       ใน พ.ศ. ๒๔๙๑ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งทรงศึกษาอยู่ที่เมื่องโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และโปรดเสด็จไปทอดพระเนตรโรงงาน ทำรถยนต์ที่กรุงปารีส จึงทรงพบ ทรงคุ้นเคย และทรงต้องพระราชอัธยาศัยกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ต่อมาเมื่อ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์
จึงทรงโปรดเกล้าฯให้ หม่อมหลวงบัวนำธิดาทั้งสองไปเยี่ยมพระอาการที่กรุงโลซานน์ และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระราชชนนี ได้รับสั่งขอให้ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ มาอยู่ศึกษาต่อที่เมื่องโลซานน์ โดยเข้าศึกษาที่โรงเรียนประจำ Riante Rive , มีชื่อเสียงใน การสอนวิชา ภาษา ศิลปะดนตรี ประวัติวรรณคดี และประวัติศาสตร์

       วันที่ ๑๙ กรกฏาคม ๒๔๙๒ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงหมั่นกับ หม่อมราชวงศ์สิริกิต์ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้ตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นิวัติ
ประเทศไทยเพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล แล้วได้เข้าสู่พระราชพิธีราชา ภิเษกสมรสกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๓ ณ วังสระปทุม
      

พระราชพิธีราชาภิเษก
      ครั้งเมื่อถึงวันที่ ๕ พฤษถาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตามโบราณขัตติยราชประเพณี เฉลิมพระบรมนามาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ และได้ทรงสถาปนาเฉลิมพระยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ เป็น “ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินี”
     ต่อมา เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๓ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ได้ตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กลับประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ เนื่องจากแพทย์ผู้รักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กราบบังคมทูลแนะนำให้ทรงพักรักษาพระองค์อีกระยะหนึ่งในพ.ศ. ๒๔๙๔สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินี มีพระประสูติกาล สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา ฯ ณ เมื่องโลซานน์เมื่อพระชนมายุได้ ๗ เดือน ทั้งสามพระองค์ได้
เสด็จนิวัติประเทศไทย ระหว่างที่กำลังซ่อมบูรณะพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เพื่อใช้เป็นที่ประทับถาวร ได้ประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ในพระราชวังดุสิต ซึ่งต่อมา
สมเด็จพระบรมราชินีพระประสูติกาล พระราชโอรส พระราชธิดา อีก ๓ พระองค์ คือ

- สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
- สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
รวมพระราชโอรสและพระราชธิดารวม ๔ พระองค์
      วันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ทรงได้รับแต่งตั่งเป็น สภานายิกาสภากาชาดไทยแทนสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราช เทวีองค์สภานายิกาเดิม ซึ้งเสด็จสวรรคต เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๘
      พระราชพิธีราชาภิเษกในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ นี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชศรัทธาเสด็จออกทรงพระผนวช ในพระบวรพระพุทธศาสนาตามโบราณราชประเพณี ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจทั้งปวงลุล่วงเรียบร้อย เมื่อทรงลาผนวชแล้ว จึงทรงพระกรุณาสถาปนาพระอิสริยยศสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินี เป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ” มีความหมายว่า “พระบรมราชินี ผู้เป็นที่พึ่งของประชาชน” จึงนับเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถ พระองค์ที่สองของประวัติศาสตร์ชาติไทย
      ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้ตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นิวัติประเทศไทยเพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลแล้ว
ได้เข้าสู่พระราชพิธ ีราชา ภิเษกสมรสกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๓ ณ วังสระปทุม สมเด็จพระสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (พระ ราชมารดาของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก)
    
     ทรงเป็นประธาน พระราชทานน้ำพระพุทธมนต์ซึ่ง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ได้ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฏหมายด้วย
และในวันนั้น หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระราชินี ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสสริยาภรณ์ ตามฐานะและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
      พระราชทานเลี้ยงฉลองมงคลราชาภิเษกสมรสเป็นการภายใน ระหว่างพระญาติสนิทและข้าราชบริพารที่ใกล้ชิดประมาณ ๒๐ คน กล่าวได้ว่าเป็นมงคลสมรม
ที่ประหยัดโดยทรงรักษาส่วนที่เป็นราชประเพณีสำคัญไว้ครบถ้วนและรุ่งขึ้นหลังจากวันพระราชพิธีแล้ว ในวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๔๙๓ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนิน แปรพระราชฐานไปประทับ ณ วังไกลกังวล หัวหิน ๓ วัน ซึ่งกล่าวได้ว่า เป็นการไปดื่มน้ำผึ่งพระจันทร์ ที่ไม่เป็นการฟุ่มเฟือยเช่นกัน
" จักรีบรมราชอิสริยาภรณ์ ประกาศเกียรติมหิสรมเหสี สมเด็จพระราชินี โดยความยินดีแห่งปวงชนนับแต่กาลพิธีนี้แล้ว พระคือดวงแก้วพิพิธผลสว่างโรจน์โชติคู่ พระภูมิพล ร้อยรวมจิตชนชาวไทย"  
     ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ นี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชศรัทธาเสด็จออกทรงพระผนวชในพระบวรพระพุทธศาสนาตามโบราณราชประเพณี ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจทั้งปวงลุล่วงเรียบร้อย เมื่อทรงลาผนวชแล้ว จึงทรงพระกรุณาสถาปนา พระอิสริยยศสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินี เป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” มีความหมายว่า “พระบรมราชินี ผู้เป็นที่พึ่งของประชาชน” จึงนับเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถ พระองค์ที่สองของประวัติศาสตร์ชาติไทย